วันพฤหัสบดีที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

คำสั่ง CMP , CMPP , DCMP , DCMPP (Compare)


CMP คือคำสั่งเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างอุปกรณ์แบบเวิร์ดสองตัว ผลของการเปรียบเทียบจะนำไปสั่งให้หน้าสัมผัสของอุปกรณ์แบบบิตONและOFF รูปแบบของคำสั่งคือ
Picture1261
S1และS2คือ ข้อมูลของอุปกรณ์แบบเวิร์ดที่ต้องการเปรียบเทียบ ,Dคืออุปกรณ์แบบบิตเช่น M,Y,SและD*.b ส่วนบรรทัดถัดมาDคือหน้าสัมผัสของอุปกรณ์แบบบิตD ,D+1 คือหน้าสัมผัสของอุปกรณ์แบบบิตตัวที่1ของบิตD และD+2 คือหน้าสัมผัสของอุปกรณ์แบบบิตตัวที่2ของบิตD
รูปแบบการทำงาน
การ ทำงานของคำสั่งCMP,DCMPเป็นแบบต่อเนื่อง ส่วนคำสั่งCMPP,DCMPPเป็นแบบพัลล์ คำสั่งCMP,CMPPใช้กับข้อมูลแบบ16บิต คำสั่งDCMP,DCMPPใช้กับข้อมูลแบบ32บิต
ตาราง 3.18 แสดงอุปกรณ์ที่สามารถใช้ได้
Picture1262
  1. ใช้ได้เฉพาะPLC FX3UและFX3UC
  2. ใช้ได้เฉพาะPLC FX3G,FX3GC,FX3UและFX3UC
  3. ใช้ได้เฉพาะPLC FX3UและFX3UC
ตัวอย่างการใช้คำสั่ง CMP
ตัวอย่างเช่นต้องการเปรียบเทียบค่าคงที่K10กับเคาน์เตอร์C1 โดยต้องการให้บิตปลายทางคือM100,M101และM102 ทำงานจะเขียนคำสั่งได้ดังนี้
Picture1263
จาก รูป3.71 เมื่อX0 ON คำสั่งCMPจะเปรียบเทียบค่าของC1กับค่าคงที่10 ถ้าC1น้อยกว่า10 จะทำให้M102 ทำงาน(M100และM101ไม่ทำงาน) และหน้าสัมผัสของM102จะต่อให้Y2ทำงาน ถ้าC1เท่ากับ10 M101จะทำงานและทำให้Y1ทำงาน ถ้าC1มากกว่า10 หน้าสัมผัสM100จะทำงานและต่อให้Y0ทำงาน หน้าสัมผัสทั้ง3จะทำงานไม่พร้อมกัน
  สถานะของอุปกรณ์แบบบิตจะเปลี่ยนแปลงตามการเปรียบเทียบค่าระหว่างS1กับS2 ถ้าX0 OFFคำสั่งจะไม่ทำงาน แต่สถานะของบิตจะไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าเราจะหยุดการทำงานของM100ถึงM102 ต้องOFF X0 ก่อน และสามารถใช้คำสั่งZRSTหรือRSTหยุดการทำงานของM100ถึงM102 ดังรูป3.72
Picture1264
จาก รูป3.72 เมื่อX1ทำงานM100ถึงM102จะหยุดการทำงาน แต่ถ้าX1 ON ในขณะที่คำสั่งCMPทำงาน M100ถึงM102จะOFFได้ชั่วคราวเท่านั้น ถ้าX1 OFF บิตM100ถึงM102 ก็จะกลับมาทำงานอีกครั้ง
  กรณีที่คำสั่งกำลังทำงาน และคำสั่งรีเซ็ตอยู่ step สูงกว่า การประมวลผลจะทำตามคำสั่งที่อยู่บรรทัดล่าง ดังนั้นคำสั่งZRST หรือRSTจะไม่สามารถหยุดการทำงานของอุปกรณ์แบบบิตได้

ตัวอย่างโปรแกรม Parallel link แบบ High-speed mode (PLC Fx series)


ตัวอย่างการสื่อสารระหว่างPLC FX2N และFX1N กำหนดให้FX2N เป็นPLC master และFX1N เป็นPLC slave
Picture1260
จากsequence programของPLC master  เมื่อX0 ONจะทำให้D490เท่ากับ50 ค่าของD490 ของPLC Master จะถูกส่งไปยังPLC slave พิจารณาวงจรที่PLC slave เมื่อX2ทำงาน Y0 ก็จะทำงาน และไทม์เมอร์ T0 ก็จะนับเวลาตามค่าของD490 ซึ่งก็คือ5วินาทีเมื่อครบ5วินาที T0จะตัดการทำงานของY0
  ส่วนการส่งข้อมูลไปยังPLC Master จากจากsequence program ของPLC slaveเมื่อX5ทำงาน จะทำให้D500เท่ากับ20 ค่าของD500จะสามารถส่งไปที่PLC master ได้เช่นกัน พิจารณาวงจรPLC master เมื่อD500เท่ากับ20 จะทำให้Y1ทำงาน
   จากsequence programของPLC master กรณีที่X3ทำงาน จะทำให้ค่าของD501เท่ากับ30 กรณีนี้คือการใช้D501ผิดตำแหน่ง ค่าของD501จะไม่สามารถส่งไปที่PLC slaveได้ แต่ค่าของD501 ยังสามารถใช้ได้ที่PLC master
หมายเหตุ: เมื่อมีการใช้งานการสื่อสารทั้งแบบโหมดธรรมดาและโหมดความเร็วสูง รีเลย์Mและหน่วยความจำDตามตารางที่ จะถูกจองพื้นที่ไว้ใช้สำหรับสื่อสาร ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการนำหน่วยความจำดังกล่าว ไปใช้ในกรณีที่ไม่เกี่ยวกับการสื่อสาร

ตัวอย่างโปรแกรม Parallel link แบบ Normal mode



Picture1258
รูป ที่4.27 เป็นการใช้PLC 2ตัวควบคุมการทำงานของมอเตอร์3เฟสขนาดเล็ก พิจารณาPLC1 S1คือสวิตช์กดติดปล่อยดับ(Push button switch)ฟต่อกับอินพุทX0 สำหรับสตาร์ทมอเตอร์1ให้หมุน,S2คือEmergency switchสำหรับหยุดการทำงานมอเตอร์ โดยใช้ต่อกับX1,K1คือคอนแท็คเตอร์สำหรับต่อให้มอเตอร์1หมุน ต่อกับเอาท์พุทY1 และมีหลอดไฟL1ต่อขนานกับK1สำหรับแสดงสภาวะการหมุน T1คือไทม์เมอร์สำหรับตั้งเวลาการทำงานของมอเตอร์1โดยต่อกับY2 และหน้าสัมผัสของT1ต่อกับอินพุทX2,F3คือหน้าสัมผัสของโอเวอร์โหลดที่ป้องกัน มอเตอร์1
  สำหรับPLC2 S3คือสวิตช์สำหรับสตาร์ทมอเตอร์1ให้หมุน ต่อกับอินพุทX0,S4คือEmergency switchสำหรับหยุดการทำงานของมอเตอร์ โดยต่อกับX1,S4คือEmergency switchสำหรับหยุดการทำงานมอเตอร์ โดยต่อกับX1,K2คือคอนแท็คเตอร์สำหรับต่อให้มอเตอร์2หมุน ต่อกับเอาท์พุทY1 และมีหลอดไฟL2ต่อขนานกับK2สำหรับแสดงสภาวะการหมุน T2คือไทม์เมอร์สำหรับตั้งเวลาการทำงานของมอเตอร์2โดยต่อกับY2 และหน้าสัมผัสของT2ต่อกับอินพุทX2 F3คือหน้าสัมผัสของโอเวอร์โหลดที่ป้องกันมอเตอร์2
การ ทำงานของวงจรคือเมื่อกดS1หรือS3จะเป็นการสตาร์ทมอเตอร์ตัวที่1 ให้ทำงานพร้อมกับไทม์เมอร์1(T1)นับเวลา โจทย์กำหนดไว้ที่1นาที เมื่อครบเวลาแล้วไทม์เมอร์1ก็จะสั่งให้มอเตอร์1หยุดหมุน PLCตัวที่1ก็จะส่งสัญญาณไปให้PLCตัวที่2 และมอเตอร์ตัวที่2 ก็จะทำงาน พร้อมกับไทม์เมอร์2 นับเวลา เมื่อครบ1นาที ไทม์เมอร์2ก็จะสั่งให้มอเตอร์2หยุดหมุน และPLC2ก็จะส่งสัญญาณไปให้PLC1 เพื่อสตาร์ทให้มอเตอร์1ทำงาน ดังนั้นมอเตอร์ทั้งสองจะทำงานสลับกันครั้งละ1นาที เมื่อกดEmergency switch S2หรือS4 มอเตอร์ทั้งสองก็จะหยุดทำงาน และถ้าโอเวอร์โหลดของมอเตอร์ตัวใดตัวหนึ่งทำงาน มอเตอร์แต่ละตัวก็จะหยุดทำงานเช่นกัน
Picture1259
จาก วงจร4.28 เมื่อกดสวิตช์S1 X0ก็จะONและทำให้M100ของPLC1ทำงาน มอเตอร์1ก็จะทำงาน เมื่อไทม์เมอร์นับเวลาครบ1นาที่X2 ก็จะONทำให้M101ทำงานและตัดไม่ให้M100ทำงานM101ก็จะต่อให้M802 ON ,หน้าสัมผัสM802ก็จะไปสั่งให้M100ของPLC2ทำงาน และทำให้มอเตอร์2หมุน เมื่อไทม์เมอร์นับเวลาครบ1นาที X2จะON จะต่อให้กับM101ทำงาน M101ก็จะต่อให้M902 ON หน้าสัมผัสM902ก็จะกลับไปสั่งให้M100ของPLC1ทำงาน และทำให้มอเตอร์1หมุนอีกครั้ง

ตัวอย่างโปรแกรมการใช้คำสั่ง MOV , INCP, DECP


ลาน จอดรถสามารถจอดรถได้60คัน ป้ายด้านหน้าลานจอดรถมีseven segment 2ดิจิตใช้แสดงจำนวนรถที่จอดอยู่ หลอดไฟสีเขียวแสดงสถานะว่าที่จอดว่าง หลอดไฟสีแดงแสดงสถานะว่าที่จอดเต็ม ถ้าไฟแดงติดseven segmentก็จะแสดงจำนวนรถเท่ากับ60คัน ที่ทางเข้าออกลานจอดรถมีคานกั้นที่ขึ้นลงได้ กรณีเข้าไปจอด ผู้ขับรถจะต้องนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ไปแนบที่เซ็นเซอร์1ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์ สแกนบัตร เซ็นเซอร์1ก็จะON คานกั้นก็จะเปิดให้รถเข้าไปจอดได้ ตัวเลขที่แสดงจำนวนรถก็จะเพิ่มขึ้น คานกั้นจะปิดลงมาเมื่อรถวิ่งไปถึงsensor2 ซึ่งจะตรวจจับเมื่อรถวิ่งมาถึง แต่ถ้ารถเต็มแล้ว คานกั้นจะไม่เปิดแม้ว่าจะมีการสแกนบัตรก็ตาม ส่วนทางออกเมื่อรถวิ่งมาที่เซ็นเซอร์3 เซ็นเซอร์จะON คานกั้นก็จะเปิดออก ตัวเลขที่แสดงจำนวนรถก็จะลดลง เมื่อรถวิ่งไปยังเซ็นเซอร์4 คานกั้นก็จะปิดลง
Picture1255
จาก รูป3.68 seven segmentดิจิต0ต่อกับY10-Y17 ดิจิต1ต่อกับY20ถึงY27 เซ็นเซอร์1ถึง6ต่อกับX1ถึงX6 ไฟเขียวต่อกับY5 ไฟแดงต่อกับY6 ,K1ถึงK4คือคอนแท็คเตอร์ K1สั่งมอเตอร์เกียร์ให้เปิดคานกั้นด้านเข้า K2ใช้กลับทางมอเตอร์ให้ปิดคานกั้นด้านเข้า ,K3ใช้เปิดคานกั้นด้านรถออก K4ใช้ปิดคานกั้นด้านรถออก,S5และS6คือเซ็นเซอร์ที่ติดตรงจุดยกคาน ถ้าS5,S6จับวัตถุได้คานกั้นจะไม่สามารถปิดได้
Picture1256
Picture1257
จาก วงจร3.69 เมื่อมีการสแกนบัตรจอดรถด้านเข้า X1จะON และสั่งให้Y1 ON คอนแท็คเตอร์K1 ทำงาน ทำให้มอเตอร์เกียร์หมุนและคานกั้นก็จะเปิดให้รถผ่านไปได้ มอเตอร์จะทำงาน3วินาที (Y1 ON 3 วินาทีและถูกตัดโดยT1 เวลาที่ตั้งขึ้นอยู่กับว่าเมื่อคานกั้นเปิดสุดจะใช้เวลาเท่าใด ซึ่งขึ้นอยู่กับความเร็วมอเตอร์) เมื่อรถวิ่งไปยังsensor2 X2ก็จะON และทำให้Y2 ONมอเตอร์หมุนกลับ คานกั้นก็จะปิดลง กรณีถ้าคนเดินผ่านsensor2 และ sensor2 ON แต่รถยังวิ่งไม่พ้นระยะปิดของคานกั้นก็จะมีsensor5ตรวจจับได้ คือถ้าX5ทำงาน แม้ว่าX2จะON Y2จะทำงานไม่ได้ และคานกั้นจะปิดไม่ได้
  เมื่อX1 ONหมายถึงมีการสแกนบัตรจอดรถ จะทำให้คำสั่ง INCP เพิ่มจำนวนให้กับD1 ,D1จะใช้เก็บจำนวนรถที่เข้าจอด ส่วนคำสั่งBCD จะเปลี่ยนค่าD1เป็นรหัสBCD และในไปเก็บที่เวิร์ดK2Y10ซึ่งK2Y10ต่อกับseven segment เพื่อแสดงจำนวนรถให้ทราบ
ถ้าD1เท่า กับ60 จะทำให้Y6 ONซึ่งแสดงว่ารถเต็มแล้ว และหน้าสัมผัสY6จะตัด ไม่ให้คำสั่ง INCP ทำงาน เมื่อนำบัตรมาสแกนที่sensor1ค่าของD1 ก็จะไม่เพิ่มขึ้น และY6ก็จะตัดการทำงานของY1ไม่ให้คานกั้นด้านเข้าสามารถเปิดได้ Y5คือไฟแสดงว่ารถยังไม่เต็ม ถ้าY6ไม่ON Y5ก็จะON เมื่อรถวิ่งออกจากลานจอด sensor3จะตรวจจับได้ X3 จะON และจะสั่งให้Y3ทำงาน คอนแท็คเตอร์K3ทำงาน มอเตอร์เกียร์หมุนและคานกั้นก็จะเปิดให้รถผ่านไปได้มอเตอร์จะทำงาน3วินาที และหยุดหมุน(T3หน่วงเวลาตัดการทำงานY3) เมื่อรถวิ่งไปยังsensor4 X4ก็จะONและทำให้Y4ทำงาน มอเตอร์หมุนกลับและคานกั้นก็จะปิดลง แต่ถ้ามีคนเดินผ่านทำให้sensor4ทำงาน แต่รถยังวิ่งไม่พ้นระยะปิดของคานกั้นก็จะมีsensor6ตรวจจับได้ ถ้าX6 ON Y4จะถูกตัดการทำงานและคานกั้นจะปิดไม่ได้
  เมื่อX4 ON หมายถึงมีรถวิ่งออก จะทำให้คำสั่งDECP ลดค่าของD1 ลงไปเท่ากับ1เมื่อD1ไม่เท่ากับ60 Y6ก็จะOFF ไฟเขียวจะON และรถก็จะสามารถเข้ามาจอดได้

Modbus communication

Modbus communication เป็นการสื่อสารระหว่างPLCกับอุปกรณ์ต่างๆ เช่นเซ็นเซอร์ อุปกรณ์ที่ใช้ในการสื่อสารของPLC FX คือ FX3U-485ADP-MBและFX3U-232ADP-MB (MB คือ modbus) ในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงการสื่อสารกับเซ็นเซอร์วัดค่าออกซิเจนรุ่น OXY-LC-485
1.การ wiring
Picture1482
2. การเดินสายไฟในการสื่อสารแบบ MODBUS
Picture1483
3. การตั้งค่าการสื่อสารที่PLCและเซ็นเซอร์
การ ตั้งค่ารูปแบบการสื่อสารคือการตั้งค่ารายละเอียดต่างๆเช่นdata length ความเร็วในการสื่อสาร(baud rate) เป็นต้น โดยจะต้องค่าที่PLCและเซ็นเซอร์ให้ตรงกัน การตั้งค่าการสื่อสารที่PLC ทำได้โดยเขียนค่าคงที่ไปยัง special data register  กรณีใช้ Ch1 ตั้งค่าที่ D8400
กรณีใช้ Ch1 ตั้งค่าที่ D8420
การ เลือกรูปแบบการสื่อสารขึ้นอยู่กับการกำหนดของผู้ใช้งานรูปที่3 เป็นรายละเอียดการสื่อสารซึ่งเป็นค่าเริ่มต้นของเซ็นเซอร์ เราสามารถกำหนดแตกต่างจากนี้ก็ได้
Picture1484
ส่วน การตั้งค่ารูปแบบการสื่อสารที่อุปกรณ์อื่นๆ จะต้องเขียนค่าคงที่ไปยังหน่วยความจำของอุปกรณ์นั้น โดยจะต้องทราบว่า หน้าที่ของหน่วยความจำของอุปกรณ์นั้นคืออะไร การเขียนข้อมูลจะต้องใช้คำสั่ง ADPRW หน่วยความจำของอุปกรณ์ที่ใช้กำหนดหน้าที่และการทำงานเรียกว่า Holding register
Picture1485
ตัวอย่าง เช่นต้องการตั้งค่า baud rate ของ  OXY-LC-485 ให้เท่ากับ 9600 ก็ทำได้โดยการเขียนค่าคงที่ K2 ไปยัง Holding register 9C47 เป็นต้น
Picture1486
4. การตั้งค่ารูปแบบการสื่อสารของPLC โดยการเขียนค่าคงที่ไปยังรีจิสเตอร์พิเศษ D8400,D8420
กรณีใช้ Ch1 ตั้งค่าที่ D8400
กรณีใช้ Ch2 ตั้งค่าที่ D8420
ตัวอย่างนี้ใช้ ch2
ตาราง D8400 และ D8420
Picture1487
เราสามารถกำหนดค่าต่างๆได้เอง ตารางที่ 2เป็นตัวอย่างการเลือกค่าการสื่อสารสำหรับPLC
Picture1488
เนื่อง จากใช้ch2 ดังนั้นการตั้งค่ารูปแบบการสื่อสารทำได้โดยการเขียนค่าคงที่ไปยังรีจิสเตอร์ พิเศษD8420 ค่าคงที่คือค่าของบิต0ถึงบิต15 ที่เรากำหนดไว้ตามตารางที่3.75 ซึ่งค่าb0ถึงb15ที่ได้คือ 0001 0000 1000 0001 (เลขฐาน2)
Picture1489
การ เขียนค่าคงที่ไปD8420 จะใช้เลขฐาน2โดยตรงไม่ได้ จะต้องใช้เลขฐาน10หรือเลขฐาน16 และการใช้เลขฐาน16จะง่ายกว่า เนื่องจากการเปลี่ยนเลขฐาน2เป็นเลขฐาน16 ทำได้ง่ายกว่าการเปลี่ยนเลขฐาน2 เป็นเลขฐาน10 เมื่อเราใช้เลขฐาน16 จะได้ค่าที่เขียนไปD8420คือH1081 วงจรรูปที่3.241 เป็นการเขียนค่าคงที่ H1081ไปยังD8420 การเขียนค่าไปD8420 กำหนดให้ใช้หน้าสัมผัส M8411 (กรณีCh1ใช้M8038)
Picture1490
ตัวอย่างกรณีCh1
Picture1491
5. การตั้งค่า Protocol (ch1=D8401,Ch2=D8421)
Picture1492
เนื่อง จากใช้ch2 ดังนั้นการตั้งค่าprotocol ทำได้โดยการเขียนค่าคงที่ไปยังรีจิสเตอร์พิเศษD8421 เนื่องจากPLC คืออุปกรณ์master ดังนั้นb4=0 และเลือกการใช้งานเป็นแบบRTU ก็จะได้ b8=0 ซึ่งค่าb0ถึงb15ที่ได้คือ 0000 0000 0000 0001 (เลขฐาน2)
Picture1493
เมื่อเปลี่ยน 0000 0000 0000 0001 เป็นเลขฐาน16จะได้ H01Picture1494
นอกจากนั้นก็มีค่าต่างๆที่จำเป็นคือ
Picture1495
รายละเอียดของspecial register อ่านได้จากmanual modbus communication
สรุปค่าที่เขียนให้กับPLCคือ
Picture1496
6. การตั้งค่าการสื่อสารของเซ็นเซอร์
เรา ไม่ต้องตั้งค่าการสื่อสารที่เซ็นเซอร์อีก ถ้าเราใช้ค่าdefault ของเซ็นเซอร์ ดังนั้นจะต้องตั้งค่าการสื่อสารของPLCให้ตรงกับเซ็นเซอร์ก็พอ จากหัวข้อที่แล้ว เป็นการตั้งค่าcommunicationที่ตรงแล้ว คือ baud=9600, parity = none , stopbits= 1 bit มาถึงตรงนี้เราสามารถใช้คำสั่ง ADPRW อ่านค่าจากเซ็นเซอร์ได้เลย
Picture1497
ใน การใช้งานเซ็นเซอร์ เราต้องการอ่านค่าจากเซ็นเซอร์ดังนั้นก็จะต้องทราบว่า holding register อะไรของเซ็นเซอร์ที่เราต้องการอ่าน จากตาราง input registers 7532 คือ holding register ที่เก็บค่าออกซิเจนของเซ็นเซอร์
Picture1498
7. คำสั่ง Modbus read/write
คือคำสั่งที่อนุญาตให้ MODBUS master สื่อสารกับ slave รูปแบบคำสั่งคือ
Picture1499
Picture1500
S คือจำนวน slave  เราใช้เซ็นเซอร์หนึ่งตัว ดังนั้นเท่ากับ 01H
S1 คือ command code เป็นคำสั่งที่เราต้องการสั่ง sensor ซึ่งต้องดูจากตารางด้านล่าง เช่น H04 คือ read input register (อ่านค่า input register ของ slave)
S2       S3       S4/D  คือ command parameter
Picture1501
สรุปวงจรทั้งหมดคือ
Picture1502
Picture1503
command code
Picture1504
จาก วงจร เมื่อ PLC RUN M8002 ON จะทำให้ M0 ON และทำให้คำสั่ง ADPRW ทำงาน โดยการเขียนค่าคงที่ 1 ไปยัง 9C41 และสั่งเซ็นเซอร์ให้ ON เพื่อวัดค่าออกซิเจน
เมื่อส่งข้อมูลไปยังเซ็นเซอร์แล้ว M8029จะ ON โดยอัตโนมัติ และรีเซ็ต M0
ส่วนคำสั่ง ADPRW อีกบรรทัดจะอ่านค่าจาก input register 7531 และนำค่าไปเก็บที่ D100 และเราก็นำค่าไปใช้งานในโปรแกรม

รีเลย์ช่วยพิเศษ(MELSEC Fx series)

รีเลย์ช่วยพิเศษ คือรีเลย์ที่ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เฉพาะด้าน รีเลย์ช่วยพิเศษของPLC FX series จะใช้หมายเลขตั้งแต่8000ขึ้นไป ตัวอย่างของรีเลย์ช่วยพิเศษมีดังนี้
M8000 คือรีเลย์พิเศษที่หน้าสัมผัสจะONเมื่อPLCอยู่ในโหมดRUN เมื่อPLCอยู่ในโหมดSTOP (สวิตช์RUNถูกปรับให้OFF) หน้าสัมผัสM8000จะOFF กรณีมีการ Error ของโปรแกรมที่ทำให้PLCหยุดการทำงาน M8000 จะOFFเช่นกัน
M8001 คือรีเลย์ที่มีสถานะตรงข้ามกับM8000 ขณะที่PLC stopรีเลย์M8001 จะON
Picture1036
วงจรดังรูป เป็นตัวอย่างการใช้งานM8000 เมื่อPLC RUN M8000จะONและต่อให้Y0ทำงาน ,Y0ใช้เพื่อแสดงว่าCPUของPLCอยู่ในสถานะปกติ
Picture1037
M8002 คือ Initial pulse เป็นรีเลย์พิเศษที่จะทำงานในช่วงเวลาสั้นๆ หลังจากPLC เริ่มต้นสถานะRUN หน้าสัมผัสของM8002 จะONเป็นสัญญาณพัลล์ในช่วงเริ่มต้นที่PLC RUN (ถ้าPLCยังไม่OFF M8002ก็จะไม่สร้างพัลล์อีก) M8003 คือรีเลย์พิเศษที่มีสถานะตรงข้ามกับM8002 ถ้าM8002 ทำงาน(ON) M8003จะไม่ทำงาน(OFF)
Picture1038
M8011ถึงM8014 คือรีเลย์ที่มีการONและOFFเป็นแบบสัญญาณนาฬิกา (clock signal pulse) โดยที่M8011มีคาบเวลาเท่ากับ10ms หรือมีความถี่เท่ากับ100Hz ,M8012 มีคาบเวลาเท่ากับ100ms (10Hz) ,M8013 มีคาบเวลาเท่ากับ1s(1Hz) และM8014มี คาบเวลาเท่ากับ60วินาที(1นาที) สัญญาณนาฬิกาจะทำงานตลอดเวลาแม้PLCจะอยู่ในโหมดStopดังนั้นขอบขาขึ้นของ สัญญาณจะไม่ตรงกับขอบขาขึ้นของM8000
Picture1039
ตารางแสดงตัวอย่างรีเลย์พิเศษของPLC รุ่นต่างๆ
M8005 คือ รีเลย์พิเศษที่จะON เมื่อค่าของD8006 น้อยกว่า27 (หรือแรงดันแบตเตอรี่ของPLC ลดต่ำกว่า2.7โวลต์) เนื่องจากค่าdefault ของD8006เท่ากับ 27 (2.7โวลต์) ค่าของD8006 สามารถเปลี่ยนได้โดยการเขียนค่าคงที่ไปยังD8006 โดยใช้คำสั่งประยุกต์เช่นคำสั่งMOV กรณีPLC FX1NหรือFX3Gที่ไม่ต้องใช้battery ค่าของD8006จะเท่ากับศูนย์Picture1040
จาก วงจรวงจรเมื่อM8005 ON จะทำให้Y13ทำงาน เราสามารถนำY13ไปต่อกับหลอดไฟ alarm หรือต่อกับ Buzzer เพื่อเตือนว่าต้องเปลี่ยนbattery การเตือนกรณีแรงดันbatteryต่ำสามารถใช้D8005ได้เช่นกัน ,D8005 คือregister พิเศษที่บันทึกค่าแรงดันปัจจุบันของแบตเตอรี่ การใช้D8005 เพื่อแจ้งเตือนกรณีแรงดันbatteryต่ำ จะเขียนวงจรได้ดังรูป7.8 เมื่อแรงดันของbattery ต่ำกว่า3V (D8005น้อยกว่า30 ,3volt) จะทำให้Y13ทำงาน
Picture1041
M8006 คือ Battery error latch
M8034 คือรีเลย์พิเศษสำหรับหยุดการทำงานของรีเลย์เอาท์พุททั้งหมด
Picture1042
จาก รูปเมื่อX1 ON จะทำให้M8034 ON และทำให้รีเลย์เอาท์พุททั้งหมดหยุดทำงาน เมื่อX1 OFF M8034 ก็จะOFFด้วย และรีเลย์เอาท์พุทจะทำงานได้อีกครั้ง
M8033 คือรีเลย์พิเศษสำหรับholdสถานะของรีเลย์เอาท์พุท เมื่อPLCอยู่ในโหมดSTOP
Picture1043
จาก รูป ในขณะที่PLCกำลัง RUN และY10 ON เมื่อX3 ON จะทำให้M8033 ทำงาน ขณะที่M8033 ON และPLC stop ,PLCจะคงสถานะการทำงานของY10ไว้ คือY10อยู่ในสถานะONแม้ว่าPLCจะStop ในการholdสถานะเอาท์พุท M8003 ต้องONก่อนที่PLC stop
Picture1150

ประเภทของ PLC Mitsubishi

PLCมี หลายแบรนด์เช่น Mitsubishi, SIEMENS,Omron, Keyence, Panasonic ,Sharp, Fuji, Hitachi ,Yaskawa เป็นต้น สำหรับบริษัท Mitsubishi Electric แบรนด์ของPLCจะใช้ชื่อว่า MELSEC ย่อมาจาก Mitsubishi Electric Sequence Controller
การ ใช้งานPLC ผู้ใช้งาน(user)จะต้องใช้คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ประยุกต์ในการติดต่อกับPLC เช่นเขียนโปรแกรมไปยังPLC โหลดโปรแกรมจากPLCได้ PLCแต่ละแบรนด์ก็จะมีซอฟต์แวร์เฉพาะของตัวเอง สำหรับซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่ใช้กับPLC MELSECเรียกว่าMELSOFT โดยมีหลายๆซอฟต์แวร์คือ MELSOFT GX developer version8, MELSOFT GX works2 และ MELSOFT GX works3
ประเภทของPLC
PLC MELSEC มีหลายแบบ การแบ่งประเภทของPLC MELSEC แบ่งได้3ลักษณะคือ
Picture1064
1.แบ่งตามซีรีส์(series) ซึ่งแบ่งได้เป็น10ซีรีส์ ดังรูป แต่ละซีรีส์ก็จะมีรุ่นย่อยๆที่ต่างกันออกไป
2.แบ่งตามโครงสร้างทางฮาร์ดแวร์ แบ่งได้เป็น2ประเภทคือ2.1 compact PLC คือPLCที่รวมฮาร์ดแวร์ทุกอย่างในโครงสร้างเดียวกัน เช่นCPU,input,output,power supply เป็นต้น โดยผลิตและประกอบเป็นโมดูลเดียวกัน จากรูป1.2  compact PLCคือ MELSEC iQ-F series และ MELSEC-F series2.2 modular PLCคือPLCแบบแยกส่วน เป็นPLCที่ฮาร์ดแวร์แต่ละส่วนจะแยกออกจากกัน โดยเรียกแต่ละส่วนว่าโมดูล(module) เช่นPower supply module, input module ,output module การใช้งานจะต้องนำโมดูลมาประกอบกันเพื่อเป็นระบบเดียวกันเช่นMELSEC iQ-R series , MELSEC-Q series , MELSEC-L series
3. แบ่งตามขนาดของระบบPLC แบ่งได้เป็น3ประเภทคือ
3.1 PLCสำหรับระบบขนาดใหญ่และขนาดกลาง เช่น MELSEC iQ-R series, MELSEC-Q series
3.2 PLCสำหรับระบบขนาดกลางและเล็ก เช่น MELSEC- L series, MELSEC-AnS series(PLCรุ่นรองที่แยกออกจาก MELSEC-A series) และMELSEC-QnAS series(PLCรุ่นรองของ MELSEC-QnA series)
3.3 PLC สำหรับระบบขนาดเล็กเช่น MELSEC-F series, MELSEC iQ-F series
Picture1087
รูปที่1.3 เป็นPLC MELSECที่ใช้งานเฉพาะทาง คือMELSEC QS series และMELSEC WS series ทั้งสองซีรีส์ใช้สำหรับควบคุมความปลอดภัย
PLC MELSECเริ่มผลิตเมื่อปีค.ศ.1973คือMELSEC-310 ต่อมาปีค.ศ.1980 ผลิตPLC MELSEC-K series และมีการผลิตขึ้นอีกหลายซีรีส์เนื่องจากมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น และจนถึงปัจจุบันมีการยกเลิกการผลิตแล้วหลายซีรีส์ รูปที่1.4 แสดงPLC MELSEC ซีรีส์ต่างๆ ที่ใช้ในช่วงเวลาต่างๆ
Picture1088